Add Blog
คน ก่อนตาย คิดอะไร จาก เมลที่ส่งต่อกันมา 170810
สิ่งที่เรามักจะนึกเสียใจก่อนเสียชีวิต


โดยนักเขียนผู้นี้เคยทำงานดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่
บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุด
ท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุย และ
รับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตาม
ที่ถ้าทำได้อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นที่มักจะ
พบในผู้ป่วยที่กำลังใกล้เสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ครับ
 

ประเด็นแรก คือ ผู้ป่วยเหล่านี้อยากจะมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตตามแบบที่ตน
เองอยากหรือต้องการจะเป็น ไม่ใช่ดำรงชีวิตตามความต้องการหรือความคาดหวังของผู้
อื่น ซึ่งพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที ่ผู้ป่วยอยากจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดครับ
เนื่องจากเมื่อผู้ป่วยพบว่าชีวิตตนเองกำลังจะสูญเสียไป และมีโอกาสมองย้อนกลับไป
ในอดีตนั้น จะพบว่ามีความฝันหลายๆ อย่างที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำหรือยังไม่บรรลุ
และเมื่อใกล้จะเสียชีวิตก็จะพบว่าความฝันของตนเองนั้นจะไม่มีวันบรรลุ และส่วน
ใหญ่ก็มักจะมานั่งนึกเสียใจ เพราะสาเหตุที่ไม่สามารถทำตามความฝันได้นั้น เป็น
เพราะตัวเองเลือกที่จะไม่ทำเอง ตัวเองเลือกที่จะทำตามสิ่งที่ผู้อื่นขีดเส้นทาง
ให้เดิน
 

ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับทุกๆ ท่านนะครับ ที่ในช่วงชีวิตหนึ่ง ถ้ามีโอกาส
และเลือกได้ก็ควรจะเดินตามความฝันของตัวท่านเอง เพราะคนเราหนีไม่พ้น เกิด แก่
เจ็บ ตาย และเมื่อวันนั้นมาถึง เราก็คงจะไม่มีแรงที่จะเดินตามความฝันที่เราต้อง
การแล้ว การมีสุขภาพที่ดีจะช่วยทำให้ท่านเดินตามความฝันได้ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่
สุขภาพท่านเริ่มแย่แล้ว อิสระในการเดินตามฝันก็ท่านก็จะลดน้อยลง
 

ประเด็นที่สอง คือ ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตเหล่านั้น คิดเสียใจว่าในอดีตจะไม่ได้ทำ
งานหนักเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์นี้ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยชายเกือบทุกคน
เลยครับ คุณผู้ชายเหล่านี้มักจะเสียใจว่าในอดีตที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้มีเวลาในการ
ดูแลลูกๆ ของตนเท่าที่ควร รวมทั้งไม่ได้อยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากภรรยาเท่าที่ควร
ผู้ป่วยที่เป็นชายเกือบทุกคนจะรู้สึกเสียดายว่าในอดีตใช้ และให้เวลากับงานมาก
เกินไป
 

ข้อสังเกตนี้ก็น่าคิดนะครับ ว่าในปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับการทำงานมากเกินไป
หรือไม่ เราต้องการแสวงหารายได้ ชื่อเสียง เกียรติยศมากเกินไปหรือไม่ สุดท้าย
เมื่อเราใกล้ตายเราจะสำนึกเสียใจว่าเราได้พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตที่ไม่มีวันหวน
กลับมาหรือไม่ การมีรายได้ที่พอเพียงอาจจะเป็นทางออกสำหรับทุกท่านนะครับ อีก
ทั้งการมีที่ว่างในตารางเวลาและชีวิต ที่ไม่ใช่เรื่องของการทำงานเพียงอย่าง
เดียว จะทำให้เรามีความสุขขึ้น และเมื่อเราใกล้เสียชีวิต จะไม่มานั่งย้อนนึก
เสียใจในสิ่งที่เราพลาดไป
 

ประเด็นที่สาม คือ ผู้ป่วยอยากจะกล้าที่จะแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของ
ตน เนื่องจากคนจำนวนมากจะปิดกั้นอารมณ์และความรู้สึกที่แท้จริงของตน เพื่อให้
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสงบและสันติ ทำให้สุดท้ายแต่ละคนรู้สึกว่า
อารมณ์ของตนเองถูกเก็บกด และไม่สามารถเป็นตัวตนที่แท้จริ
 

ประเด็นที่สี่ คือ ผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตนั้น มักจะเสียใจที่ไม่ได้ติดต่อ
เพื่อนฝูงเก่าๆ เนื่องจากเรามักจะไม่ค่อยเห็นถึงคุณค่าของเพื่อนเก่าๆ จนกระทั่ง
ใกล้เสียชีวิต คนจำนวนมากจะมัวแต่ยุ่งและวุ่นวายกับชีวิตประจำวัน จนละเลยต่อ
ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนฝูง ทำให้เรามักจะไม่ค่อยให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูง
ต่างๆ จนกระทั่งใกล้จะเสียชีวิต ก็จะเริ่มนึกถึงเพื่อนฝูงขึ้นมา
 

ดูเหมือนว่าเมื่อคนใกล้จะเสียชีวิต เกียรติยศ เงินทอง หรือสถานะทางสังคมต่างๆ
กลับดูไปจะด้อยหรือไร้ความหมายนะครับ สุดท้ายดูเหมือนว่า เรื่องของความรัก ความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยที่กำลังใกล้ตายนึกถึง
 

ประเด็นสุดท้าย ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจ คือ ผู้ป่วยเหล่านี้กลับสำนึกเสียใจว่า
ไม่ได้ทำให้ชีวิตที่ผ่านมาของตนเองมีความสุขเท่าที่ควร ผู้ป่วยหลายคนจะไม่เคย
นึกถึงมาก่อนนะครับว่าตนเองสามารถที่จะเลือกที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขได้ คน
จำนวนมากเลือกที่จะอยู่และปฏิบัติในสิ่งที่คุ้นเคย ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง
ทำให้คนเรามักจะหลอกตนเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมีความสุข ซึ่งจริงๆ
แล้วกลับไม่ใช้
 

ท่านผู้อ่านจะเห็นได้นะครับว่าเมื่อคนเราใกล้จะตายนั้น เรามักจะนึกย้อนกลับไป
ถึงอดีต และเริ่มสำนึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำมาในอดีต และเราจะพบว่า
เมื่อเราใกล้ตายแล้ว เงินทอง ชื่อเสียง สถานะ เกียรติยศต่างๆ กลับไม่มีความหมาย
สิ่งที่มีความหมายเมื่อใกล้ตาย คือ เรื่องของความรักและความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคล ซึ่งหลายครั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่เราละเลยหรือไม่สนใจในขณะที่เรามีชีวิต
อยู่
 

นอกจากนี้ เมื่อใกล้ตาย คนเราจะพบว่าชีวิตในอดีตที่ผ่านมานั้นเรามีสิทธิที่จะ
เลือก แต่เราดันเลือกในสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เรามีความสุข หรือเลือกในสิ่งที่ทำให้
เราต้องมาย้อนสำนึกเสียใจ เมื่อเราใกล้ตาย ดังนั้น ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่
และยังแข็งแรง เราจะต้องเลือกอย่างมีสติ เลือกอย่างฉลาด เลือกในสิ่งที่ถูก และ
เลือกในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุ ขนะครับ

 

 


 




--
นภดล นิงสานนท์


--
Poonna  Piyasil,M.D.


โดย | 17-08-2010 10:41:04
มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง จาก: Amnart choosuwan

ได้รับเมลเรื่องนี้จากคนส่งต่อกันมา ตอนแรกว่าจะไม่เปิดดู แต่ได้เปิดอ่านแล้วคิดว่าดีมาก ไม่อ่านคงเสียดายมาก ลองอ่านดูกันครับ ...[billy]

มื้อเย็นเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง

 

1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน

คำตอบคือ กินสายกลาง  

กินสายกลาง คือ  กินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง   +   งดมื้อเย็น

เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์   ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน  หรือกินมื้อเช้า  รถจึงจะวิ่งได้  ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด   เติมอีกครั้ง   ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมดพิสูจน์ได้ดังนี้  

สมมุติกินไข่ลวก 1 ฟองโตๆ  มีไข่แดงหนัก 50 กรัม   ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม   ให้พลังงาน 9  แคลอรี่  ฉะนั้น 50 กรัม  ให้พลังงาน 450 แคลอรี่  จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้   โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้  1.3  ก.ก..  ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน  60  รอบต่อนาที  ขี่อยู่นาน60 นาที  จะเหนื่อยหอบ   เหงื่อไหลท่วมตัว   แต่ใช้พลังงานไปเพียง  300 แคลอรี่    ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด 

ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า  มื้อเที่ยง  จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ  โดย ตับ เป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก   การเอาไปเก็บในที่ต่างๆ ก็มากทำให้อ้วน  และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ  จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่น  ถ้าตันที่สมอง  จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก   ถ้าอุดตันที่ไต  ต้องล้างไต  เปลี่ยนไต   ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง  ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ   ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร   

การกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย  เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว  ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน

การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส  สุขภาพดี   อายุยืน  และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ  แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน   

 

วิธีฝึกมี 4 วิธี

1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ  เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน  เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน  โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้ว ห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า   พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ   ต่อไปกินผักผลไม้   สุดท้ายงดอาหารเย็น

 

2. ร่นเวลากินอาหารเย็น   เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม  ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น  5 โมงเย็น  4 โมงเย็น  สุดท้ายงดอาหารเย็น

 

3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น  ใช้เม็ดแมงลัก 2  ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที   ดื่มน้ำตามอีก 4-5  แก้ว

 

4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น   การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ  ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์    พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้  ร่างกายมีเวลาถึง 18  ช.ม.  กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า  มื้อเที่ยงได้ทัน

ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น  จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต  จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด  ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน 

 

2. โรค Attention Deficit Trait   โดย ผศ. ดร. พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th

ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking   หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลายๆ อย่างไปในเวลาเดียวกัน  เช่น ในขณะที่กำลังเช็คอีเมล์ทางคอมพิวเตอร์  ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน  หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล  และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า    ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ  และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด  

แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ **Multitasking**  นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน  ที่เราเรียก **Attention Deficit Trait** หรือ **ADT**   โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ  ในที่ทำงาน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น  ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา   ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่?  ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ  Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้ เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย  คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน  เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น

ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น   ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ   ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น   มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น )  ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ  และการบริหารเวลา

โรค ADT นี้  มักจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ   การที่มีความ รู้สึกว่ามีงานด่วน   หรือ สิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ  และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ  จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน  หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ   เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น  อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น  เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ  และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา  ดังนั้นเมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น  เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา  พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็วการทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused)  แต่ในขณะเดียวกัน   บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย  ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยครับว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น ?  ง่ายๆก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง  จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก  จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง    การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆเพิ่มมากขึ้น   ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น

โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ  เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว   และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ   มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน   ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ  ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ เรา มักจะคิดว่า ในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน  ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า

ท่านผู้อ่านลองสังเกตซิครับเวลาท่านขึ้นลิฟต์  ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด  ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม " ปิดประตู" เพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว    ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง

 

3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง

เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง   ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก,  เมนส์ไม่มา  แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้าง แล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก   เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย  ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก   เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้  หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ  พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก  มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้   อาจจะเป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว  ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน  กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี  พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย

โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง  ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์   กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์   ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่  ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด  ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ  ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย  ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง

จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆ ก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500  ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอเส้นเลือดอุดตันได้เลย

เมื่อไปหาหมอ หมอก็จะจ่ายยาละลายลิ่มเลือดให้กิน  มันก็เหมือนเราเอาสารส้มแกว่งในตุ่มน้ำเพื่อให้น้ำใส  ตะกอนเมื่อมันนอนก้นน้ำก็จะใส แต่ถ้าเอาอะไรไปแกว่งทำให้น้ำกระเทือน ตะกอนก็ยังจะลอยขึ้นมาทำให้น้ำขุ่นอีกอยู่ดี เช่นเดียวกัน  เมื่อเรากินยาเลือดก็จะใส แค่ตะกอนในร่างกายมันยังไม่ออกยังนอนก้นอยู่ในร่างกายเรา  ดังนั้นเราต้องใช้น้ำพาตะกอนเหล่านั้นออกมาให้ได้  ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลับไปอุดตันเส้นเลือดเราอีก   เมื่อร่างกายขาดน้ำลำไส้ก็แห้ง ไม่มีน้ำที่จะพอเอาอุจจาระออกมาได้ ของเสียก็จะสะสมอยู่ในลำไส้  และลำไส้ก็ดูดซึมของเสียนั้นกลับเข้าร่างกายอีกเลือดเราก็ยังสกปรกและข้น หนืดมากขึ้นไปอีก และลองพิจารณาดูครับว่า เลือดที่เสียเมื่อเข้าไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายแล้วนั้น จะให้เกิดปัญหาตามมาอีกมากมายเพียงใด  ที่ถูกแล้วเราควรจะอุจจาระ 1-3 ครั้งทุกๆ วัน ออกมาเป็นเส้นไม่เล็กนัก

ปริมาณพอสมควรกับอาหารที่   เราทานเข้าไป ไม่ใช่ทานเข้าไป 1 กิโลกรัม ถ่ายออกมา 1 ขีด ที่เหลือหายไปไหนหมด มันเข้าไปบำรุงร่างกายเราทั้งหมดหรือ  ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงตัวโตเท่าช้างแน่   การที่รอบเดือนหายไป 5-6 เดือนหรือมาๆ หยุดๆ แล้วแต่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เรื่องปกติของผู้หญิงทั่วไป  ที่ถูกสำหรับดาราสาวท่านนี้ ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตกและไม่ได้รับการผสมพันธุ์  เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ

1. ไต   ขับออกมาทางปัสสาวะ                               2. ลำไส้ใหญ่   ขับออกมาทางอุจจาระ

3. ปอด   ขับออกมาทางลมหายใจ                           4. ผิวหนัง  ขับออกมาทางเหงื่อ

5. รอบเดือน   ขับออกมาทางประจำเดือน

 

เมื่อช่องทางการขับของเสียไม่สมบูรณ์ หรือถูกปิดกั้นมันก็จะต้องพยายามหาทางออกให้ได้ เช่น ออกมาเป็น   สิว ฝ้า กระ  ฝี ริดสีดวง สิ่งเหล่านี้เป็นของเสียที่ร่างกายพยายามขับออกมาทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเรามีอาการดังที่กล่าวมา ก็ขอให้เราจงเข้าใจด้วยว่าร่างกายเรามีของเน่าเสียอยู่ภายในแล้ว มันเป็นสัญญาณเตือนภัย   ที่เราไม่ควรมองข้าม หรือกินแต่ยา ฉีดยากดอาการเหล่านี้ไว้ไม่ให้แสดงออก เพราะนั่นไม่ใช่วิธีการรักษา หรือบำบัดโรคต่างๆให้หายไป แต่กลับเป็นการทำให้โรคหรืออาการนั้นรุกคืบไปเรื่อยๆ

เหมือนรุกใต้ดิน   โดยที่เราไม่รู้สึกอะไร จะรู้สึกตัวอีกทีก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว...

 

4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง – เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy

เพื่อนคนหนึ่ง หกล้ม ในงานบาร์บีคิวปาร์ตี้ เพื่อนในงานแนะให้หาหมอ   แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไร เพียงแต่ใส่รองเท้าใหม่แล้วสะดุดเท่านั้น  อิงอิงดูยืนไม่ค่อยมั่นคง   เพื่อนช่วยปัดเป่าเสื้อผ้าให้แล้วยกอาหารจานใหม่ให้ร่วมสนุกกันต่อ  หลังจากนั้น  ผู้สามีแจ้งมาว่า อิงอิงถูกส่งเข้าโรงพยาบาล  แต่แล้วก็เสียชีวิตตอน6 โมงเย็น  ถ้าหากเพื่อนๆ รู้จักวินิจฉัยอาการโรค  ป่านนี้อิงอิงอาจยังมีชีวิตอยู่กับเพื่อนๆ บางคนเส้นโลหิตในสมองแตก อาจไม่ตาย  แต่ก็อาจเป็นอัมพฤตหรืออัมพาด

แพทย์ทางประสาทวิทยากล่าวว่า หากผู้ป่วยถึงมือแพทย์ภายใน 3 ชม.ก็ จะมีโอกาสรอด หากคน

ข้างเคียงไม่รู้จักวินิจฉัยอาการ สมองผู้ป่วยก็จะถูกทำลายอย่างร้ายแรง แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ  โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้

S:  (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม

T:  (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์  เช่น  วันนี้อากาศสดใสดีจัง

R:  (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง

 

อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม

ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง  ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!!

ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง  ให้รีบติดต่อแพทย์  ส่งร.พ.โดยด่วน

โดย billySOFTMART | 20-07-2010 19:45:32
อานุภาพของ social network กับการเมือง จาก ฐานฯ
ปฏิเสธไม่ได้อีกแล้วว่า "Social network" (การที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันใน ทิศทางใดทิศทางหนึ่ง) สังคมบนโลกออนไลน์กลายเป็นอาวุธลับร้ายแรงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูไปแล้ว  เพราะตอนนี้ "Social network" ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้สื่อใหม่มาทำการตลาดเท่านั้น ยังขยายวงการเชื่อมต่อไปยังโลกการเมือง
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ "วันวิปโยค 10 เม.ย. 2553" จนทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บนับร้อยและเสียชีวิตถึง 25 คน  แต่ก็ไม่ได้ทำให้วิกฤติทางการเมืองยุติลง สถานการณ์ความแตกแยกขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยยังคงดำเนินต่อไป และในปัจจุบัน "สังคมออนไลน์" ก็กำลังกลายเป็นอีกเวทีสื่อสารในเรื่องนี้อย่างเข้มข้น
 และด้วยจำนวนตัวเลขผู้ใช้เว็บไซต์เฟซบุ๊ก 1 ล้านคนในประเทศไทยจากจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกราว 350 ล้านคน และ ทวิตเตอร์นับแสนคน จำนวนผู้ใช้ยังมีอัตราเพิ่มเกือบทุกนาที ยิ่งตอกย้ำขึ้นไปอีกเมื่อผลรายงานของ Association of National Advertisers วิเคราะห์จำนวนตัวเลขผู้ใช้ Social network ในปี 2010 เปิดเผยว่า นักการตลาดทั่วโลก เริ่มใช้งาน Social Media ในการทำการตลาดมากขึ้นถึง 66% ซึ่งในปี 2552  Social Media ที่ได้รับความนิยมจากนักการตลาดเหล่านี้ คือ Facebook 74% ตามมาด้วย Youtube 65% และ Twitter 63%
***ใช้เฟชบุ๊กเป็นสื่อ
    รวมตัวต้านการเมือง
 เพราะตอนนี้กลุ่มเสื้อหลากสีโดยการรวมตัวของ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ รวมตัวกันออกมาต่อต้านเรียกร้องให้คนเสื้อแดงคืนพื้นที่แยกราชประสงค์ให้คนกรุงเทพฯ และให้กำลังใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ต่อไป อย่ายุบสภา อย่าลาออก พร้อมทั้งแจกสติกเกอร์เขียนข้อความไม่ยุบสภา แจกใบปลิว และล่ารายชื่อถอดถอน ส.ส.จำนวน 3 คน คือ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ,นายการุณ โหสกุล และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย
 ที่สำคัญไปกว่านั้นการรวมตัวของกลุ่มเสื้อหลากสีไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่เพียงการระดมพลเท่านั้น แต่ทว่า น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ยังใช้  Social network ทั้งเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ เป็นสื่อแสดงเพื่อความสันติภาพ และ ยุติความรุนแรง
ว่ากันว่าการรวมตัวในวันที่ 15 เมษายน 2553 ที่ผ่านมาของกลุ่มเสื้อหลากสี และ การใช้สื่อผ่านเฟชบุ๊กรวบรวมได้ประมาณ 1 พันคนออกมาต่อต้านคัดค้านกลุ่มคนเสื้อแดง นอกเหนือจากนี้ยังมีสมาชิกเฟชบุ๊กอีกจำนวน 300,000 คน
ทั้งนี้ข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อหลากสีเรียกร้องต่อคนเสื้อแดงดังนี้ 1.หยุดล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ และที่ปรึกษาของพระองค์ 2.หยุดการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธสงครามที่ก่อให้เกิดการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ 3.หยุดการใช้ความเท็จหลอกหลวงผู้ชุมนุมให้เกิดความแตกแยก 4.หยุดการข่มขู่ บังคับผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดให้ชุมนุมต่อ และ 5.หยุดการชุมนุมที่กีดขวางการจราจรที่สำคัญโดยเฉพาะบริเวณสี่แยกราชประสงค์
ทั้งนี้ ในวันที่ 19 เมษายน จะไปชุมนุมที่สวนจตุจักร วันที่ 20 เมษายน จะไปชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า วันที่ 21 เมษายน จะไปสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ ส่วนวันอื่นๆ ก็จะนัดรวมตัวกันอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มพันธมิตรฯจะออกมาเคลื่อนไหวโดยสงบ สันติ ก็เป็นสิทธิที่ทางกลุ่มจะเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯได้
ไม่เพียงเท่านี้ตัวแทนกลุ่มเฟซบุ๊ก รายหนึ่งกล่าวว่าขณะนี้จำนวนผู้เล่นเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ประมาณ 300,000คน และมั่นใจว่าจะได้จำนวน 1 ล้านคนตามเป้า ซึ่งจะนำรายชื่อทั้งหมดส่งให้นายกรัฐมนตรีต่อไป
**** "อาวุธลับ" ร้ายแรง
 นายปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณฑิต เซ็นเตอร์ จำกัด และ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ www.kapook.com เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า Social Network คือ สื่อเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่มีอาวุธร้ายแรง เพราะผู้ที่เป็นสมาชิกสามารถเขียนเรื่องราวต่างๆ และ รูปภาพ ลงไปในบล็อกผ่านทาง www.youtube.com  และ ยังสามารถเชื่อมต่อไปยัง เฟชบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ แพร่หลายกระจายออกไปอย่างรวดเร็วกว่า www.hotmail.com  อีกทั้ง Social Network ยังเป็นสื่อในการป้องกันตัวเองหากมีการสื่อสารที่ผิดพลาดสามารถใช้สื่อดังกล่าวแก้ไขตอบโต้ แต่ก็เป็นอาวุธร้ายทำร้ายคนอื่นได้หากให้ข้อมูลข่าวสารบิดเบือน
 อย่างไรก็ตาม ปรเมศวร์ มั่นใจว่า กระแสของ Social Network กำลังมีแนวโน้มที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และ ยิ่งตอนนี้มีการนำ Social Network มาใช้กับการเมืองยิ่งเป็นตัวสร้างกระแสให้อัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่ต้องการได้รับข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว แม่นยำ และ ตรงไปตรงมา
 "ปัญหาการเมืองในบ้านเราทำให้คนสนใจที่จะเข้ามาคลิกผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้นหากใครรายงานสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาคนจะเข้าไปคลิกเข้าไปชมมากพิเศษ"
 สอดคล้องกับความคิดของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จำนวนผู้ใช้ Social Network กำลังเติบโตขึ้นเป็นลำดับ สาเหตุเนื่องจากปริมาณผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นเพราะทวิตเตอร์ และ เฟซบุ๊ก สามารถเข้ามาทดแทนการรับ-ส่งอี-เมล์ และใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้นเพราะสามารถถ่ายรูปเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านช่องทางของ ยูทูบ ได้ทันที
   นอกจากนี้วิธีการทำตลาดยังเปลี่ยนรูปแบบเริ่มหันมาใช้ช่องทาง Social Network เพราะช่องทางออนไลน์เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการตลาดในรูปแบบนี้กำลังขยายตัวออกไปอย่างมาก แม้การตลาดผ่านช่องทาง Social Network กำลังเริ่มต้น ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์นั้นสื่อสารได้ทางเดียว ส่วนสื่อออนไลน์สื่อสารได้สองทาง
 "ผมว่า Social Network ต่อไปจะรุนแรงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูและเป็นช่องทางสื่อสารเพิ่มขีดความสามารถทั้งในเรื่องขององค์กร และ การเมือง"
***นักการเมืองแห่ใช้
 ขณะที่บรรดานักการเมืองเกือบทุกพรรคก็ยังพึ่งช่องทางของ เฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ ในการติดต่อสื่อสารตัวอย่างที่ชัดเจนและโดดเด่นทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงกับเปิดเว็บไซต์ภายใต้ชื่อ www.abhisit.org ไม่นับรวม เว็บไซต์ของสื่อต่างๆ และพรรคการเมืองต่างๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่เปิดให้ประชาชนติดตามเนื้อหา ความเคลื่อนไหวด้านต่างๆในเว็บไซต์ของตน โดยเว็บไซต์www.abhisit.org ไม่แตกต่างไปจากเว็บไซต์อื่น ๆ เพราะในแต่ละกลุ่มเนื้อหานั้นประกอบไปด้วยวิสัยทัศน์/ผลงาน อภิสิทธิ์ 360 องศา  ,กิจกรรม/กำหนดการ,สภากาแฟ และ คลังข้อมูล
นอกเหนือจากนี้  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะอยู่ต่างประเทศยังใช้ช่องทางของโลกออนไลน์ติดต่อสื่อสารทั้งวิดีโอลิงก์ และ ทวิตเตอร์ ติดต่อกับพลพรรคเสื้อแดง
เรียกได้ว่าตอนนี้ Social network หรือ สังคมเสมือนจริงสามารถเชื่อมต่อโลกให้แคบลงได้ถนัดตา และ ถือว่าเป็นอาวุธร้ายแรงบนโลกไซเบอร์ หรือ ว่าไม่จริง!!!

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,524  22 - 24  เมษายน พ.ศ. 2553

โดย บิลลี่ | 22-04-2010 18:14:42
ความสำเร็จของจาน psi ชัดล้านเปอร์เซ็นต์ คือ ทำอะไรเรียบง่าย จาก ฐานฯ
เป็นเพราะภาครัฐเปิดเสรี "ทีวีดาวเทียม" ส่งผลให้ธุรกิจจานดาวเทียมได้รับแรงบวก แทบทุกครัวเรือนติดตั้ง จานดาวเทียมไว้บนหลังคามีทั้งจานดำ, แดง, น้ำเงิน และ เหลือง เรียกได้ว่าหมดยุคของเสาอากาศทีวีไปเลย เพราะจานดาวเทียมรับช่องรายการได้กว่า 50 ช่อง แตกต่างจากเสาอากาศทีวีที่มีข้อจำกัดรับได้เพียง 6 ช่องเท่านั้น
 แต่ทว่าธุรกิจจานดาวเทียมผู้บุกเบิกลำดับต้นๆนอกจากกลุ่มสามารถคอร์ป  ยังมีรายชื่อของนายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พีเอสไอ โฮลดิ้ง ผู้ผลิตจานดาวเทียม ซี-แบนด์  ติดอยู่ในทำเนียบอีกด้วย
ประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในธุรกิจจานดาวเทียมมากกว่า 17 ปี มียอดขายจานแต่ละปีนับ 1 ล้านใบ ด้วยกลยุทธ์การตลาด  "PSI" ชัดล้านเปอร์เซ็นต์   และมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 70%  และ ยิ่งในปี 2010 "ทีวีดาวเทียม" แจ้งเกิดอย่างมากมาย  อย่างไรก็ตาม "ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "สมพร" เกี่ยวกับแผนธุรกิจในปี 2010 และ เคล็ดลับความสำเร็จในการทำตลาดจานดาวเทียม ซี-แบนด์ อ่านคำตอบได้จากบรรทัดถัดจากนี้!!
*** เป้าหมายการตลาดในปีนี้
alt คาดว่าจะเติบโต 100% จากยอดขายจำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านใบ สำหรับปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเกิดจากราคา และ จำนวนผู้ผลิตคอนเทนต์ขยายตัวตามลำดับทำให้ช่องรายการทีวีเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญก็คือกฎหมายมีความชัดเจนทำให้ธุรกิจจานดาวเทียมในปีนี้เริ่มมีอัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด
***ผลของการเปิดเสรี
 1.ราคาจานดาวเทียมปรับตัวลดลงเยอะจากเดิมจาน ซี-แบนด์ ที่ PSI ขายส่งในราคา 1,000 บาท และ 2.ช่องรายการที่มีจำนวนมากกลายเป็นปัจจัยหลักทำให้ทีวีดาวเทียมเติบโตแบบก้าวกระโดด
*** กลยุทธ์การตลาด
จุดแข็งของบริษัทคือการที่มีเครือข่ายช่างทั่วประเทศ และ ประสบการณ์ในอดีตที่เคยเป็นอาจารย์สอนช่างอิเล็กทรอนิกส์ มีลูกศิษย์จำนวน  5,000 คนที่พร้อมติดตั้งจานพีเอสไอ ซึ่งเป็นจานตะแกรงโปร่ง สีดำให้ลูกค้า บวกกับจุดแข็งของคุณสมบัติทางเทคนิค คือ เมื่อฝนตก การรับระบบซี-แบนด์ทำให้ผู้ชมยังได้ชมภาพชัดเจน ขณะที่จานขนาดเล็ก คือ เคยู -แบนด์ ภาพจะสะดุดหรือรับสัญญาณไม่ได้เมื่อฝนตก จนกลายเป็นการสื่อสารจุดแข็งอย่างตรงประเด็นว่า "ชัดล้าน%" ทำให้ พีเอสไอ เป็นที่จดจำ
*** ไม่ขายจานเคยู- แบนด์
เราทำตลาดจานดาวเทียมมาเป็นระยะเวลา 17-18 ปีมีส่วนแบ่งการตลาด 70% ส่วนใหญ่จะทำตลาดจานดาวเทียมซี -แบนด์  และ การทำตลาดจานดาวเทียมแบบเคยู- แบนด์ ของกลุ่มทรู เป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการชมรายการแบบพรีเมียม(แบบจ่ายรายเดือน) แต่ลูกค้าที่ชมจานดาวเทียมแบบซี- แบนด์ ไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือน และ สามารถรับชมรายการทีวีได้จำนวน 50 ช่อง เรียกได้ว่าช่องรายการที่ PSI มีไว้ให้บริการนั้นแทบจะดูไม่หมด
*** แผนธุรกิจพันธมิตรทุกค่าย
 ต้องบอกว่าตอนนี้เรื่องจานดาวเทียม PSI  ธุรกิจเริ่มอยู่ตัวแล้วขณะนี้บริษัทได้มีการต่อยอดผลิตคอนเทนต์(เนื้อหารายการ) จำนวน 1 ช่องภายใต้ชื่อช่องรายการ "PSI-Chanel" ในเดือนมิถุนายนนี้ก็จะครบ 2 ปีกับการเปิดช่องรายการดังกล่าว นอกจากเป็นช่องรายการสารคดีแล้ว ยังเป็นช่องทางการสื่อสารที่ พีเอสไอ ติดต่อและให้ความรู้กับช่างและศูนย์ตัวแทนติดตั้งทั่วประเทศ ส่วนธุรกิจที่กำลังจะเปิดในปีนี้ คือ บริษัทยังมีแผนร่วมกับผู้ผลิตคอนเทนต์ทั้งแกรมมี่ ,อาร์เอส และ ผู้ผลิตรายการเพื่อนร่วมมือกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

***ปีนี้ลงทุนเท่าไหร่
 ปีนี้ได้ลงทุนเครื่องจักรไปแล้ว 100 ล้านบาทเพราะตอนนี้ต้องบอกว่า PSI  มีกำลังการผลิตจานดาวเทียมต่อวัน 5,000 ใบ ซึ่งทุกยี่ห้อตอนนี้เรียกได้ว่าขาดตลาด อย่างที่บอกว่าปลายปีที่แล้วจนถึงปีนี้ถือว่าตลาดจานดาวเทียมบูมมากเพราะผู้ผลิตรายการเกือบทุกค่ายเปิดช่องรายการทีวีดาวเทียมกันอย่างแพร่หลาย
***เคล็ดลับธุรกิจ
 ไม่มีอะไรมากครับ...ทำธุรกิจให้เรียบง่าย ถูกต้อง ไม่เคยทำอะไรที่ยาก อย่าทำอะไรซับซ้อน ทำอะไรง่าย ๆ ก็พอแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,519  4 - 7  เมษายน พ.ศ. 2553

โดย บิลลี่ | 22-04-2010 18:03:10
หนี กลยุทธ์ที่ดีสำหรับเมืองไทยตอนนี้ จาก ไทยรัฐ

ยุทธการเขากิสาน ครั้งที่ 6 ทัพจกก๊กตั้งทัพยันทัพวุยก๊กอยู่ที่แม่น้ำอุยสุย ขงเบ้งแม่ทัพวุยก๊กตรากตรำสงครามจนล้มป่วย จนสิ้นลม

หลอก้วนจงเขียนไว้ในตำนานสามก๊กว่า ก่อนสิ้นลม ขงเบ้งเรียกเอียวหงีเข้าไปสั่งความว่า

"เมื่อเราตายแล้ว อย่าให้ทหารไว้ทุกข์ ทัพเราให้ส่วนหลังถอยไปก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆถอยไปทีละค่าย หากสุมาอี้ไล่ตามมา ท่านจงตั้งทัพเป็นหน้ากระดาน ชูธงลั่นกลองรบ หันหน้าเข้าสู้

เมื่อเขามาถึง ก็ให้เอาหุ่นไม้ของเราที่มีอยู่เดิมวางบนรถ ลากออกไปหน้าทัพพร้อมกับให้บรรดาขุนพลน้อยใหญ่เรียงรายอยู่สองข้าง

สุมาอี้เห็นเข้าก็คงจะถอยไปเอง"

การณ์เป็นไปดังที่ขงเบ้งคาด เมื่อสุมาอี้รู้ว่าทัพจกก๊กถอยไปหมด ก็แน่ใจว่าขงเบ้งตาย

"สุมาอี้กับสุมาเจียวเร่งทัพให้รีบไป สุมาอี้ออกหน้าทหารไปก่อนเมื่อไปถึงตีนเขา เห็นทหารจกก๊กอยู่ไม่ไกล จึงรีบไล่ตามไป ทันใดนั้นก็มีเสียงประทัดดังขึ้นที่หลังเขา พร้อมกับมีเสียงโห่ร้องกึกก้อง

ก็เห็นทหารจกก๊กชูธงลั่นกลองหันหลังกลับมา ในเงาไม้ ก็มีธงแม่ทัพชูตระหง่านขึ้น มีอักษรเขียนไว้ว่า "ขงเบ้งแม่ทัพจกก๊ก" สุมาอี้ตกใจขวัญหนีดีฝ่อ

พอตั้งสติได้ก็เห็นขุนพลทัพกลางหลายสิบคน ห้อมล้อมมารอบๆรถสี่ล้อ บนรถขงเบ้งนั่งอยู่เป็นสง่า มือถือพัดนก มีเสื้อคลุมดำ สุมาอี้ เห็นดังนั้นยิ่งตกใจ ร้องว่า

"ขงเบ้งยังไม่ตาย ตัวเราถลำลึกเข้ามา ต้องกลขงเบ้งแล้ว" รีบชักม้าถอยหลังกลับ

เกียงอุยตะโกนลั่นอยู่ข้างหลังว่า "สุมาอี้จะไปไหน เจ้าต้องกลของมหาอุปราชแล้ว" ทหารวุยก๊กยิ่งขวัญเสีย ทิ้งเกราะทิ้งอาวุธ ต่างหนีเอาตัวรอด เหยียบกันตายเองนับจำนวนไม่ถ้วน

สุมาอี้หนีมาไกลถึง 50 ลี้ ขุนพลวุยก๊กสองคนควบม้าตามหลังมา ยุดม้าสุมาอี้ไว้ว่า ท่านแม่ทัพไม่ต้องกลัวแล้ว สุมาอี้

ยกมือขึ้นคลำศีรษะของตัวเองว่า "เรายังมีหัวอยู่หรือเปล่า"

บุญศักดิ์ แสงระวี อธิบายนี้ไว้ใน (หนังสือ) กลศึกสามก๊ก บทที่ 88 ว่า การออกศึกเขากิสานทั้ง 6 ครั้ง แต่ละครั้งมีลักษณะ พิเศษแตกต่างกัน ไม่ดำเนินการอย่างตายตัว

ศึกเขากิสานครั้งที่ 1 ขงเบ้งใช้ยุทธวิธี ทำให้ข้าศึกฉงน ถอนตัวออกมาอย่างปลอดภัย ศึกครั้งที่ 2 ใช้การซุ่มตี แทงสวนกลับแล้วจึงถอย ครั้งที่ 3 ใช้กลยุทธ์ ถอยให้สามช่วง ตีข้าศึกพ่ายยับ ถอยออกจากสนามรบอย่างราบรื่น

ครั้งที่ 4 ใช้วิธีเพิ่มเตา ถอยอย่างมีจังหวะ ครั้งที่ 5 ดักซุ่มตี ที่บอกบุ๋น ทำลายกำลังข้าศึกที่ไล่ตาม ถอยไปอย่างสะดวกง่ายดาย

จนถึงการถอยทัพครั้งที่ 6 ถือเป็นการถอยหลังครั้งสุดท้าย ที่ร่ำลือกันถึงวันนี้ว่า "ขงเบ้งตายขู่สุมาอี้จนขวัญบิน"

ในการทำศึกทุกครั้ง ขงเบ้งยึดหลัก เมื่อคิดถึงประโยชน์ ต้อง คำนึงถึงผลเสีย เมื่อคิดถึงความสำเร็จ ต้องคำนึงถึงความล้มเหลว ดังเช่นศาลา 9 ชั้น แม้สูงก็ต้องพัง ฉะนั้น ผู้เงยหน้ามองสูง อย่าละเลยเบื้องล่าง มองไปข้างหน้า อย่าละเลยข้างหลัง

และคำสอนที่สำคัญ...ผู้สันทัดในการแพ้    จะไม่มีวันล่มสลาย

บุญศักดิ์ แสงระวี ทิ้งท้ายว่า ใน 36 กลยุทธ์ หนีเป็นกลยุทธ์สุดท้าย นับเป็นยอดกลยุทธ์

ผมตั้งใจอ่านสามก๊กตอนนี้ เมื่อได้ยินแว่วๆว่า ในสงครามเผชิญ หน้าถึงเลือดถึงเนื้อ ฝ่ายที่กล้าถอยได้จะเป็นฝ่ายชนะ แต่ไม่แน่ใจว่า ชัยชนะที่ว่า เป็นชนะสงครามหรือชนะใจประชาชน.

กิเลน ประลองเชิง

 


 

โดย billy | 22-04-2010 10:34:22
เรื่อง คนเลี้ยงไก่ จาก หลวงพ่อชา

เรื่อง คนเลี้ยงไก่ จาก หลวงพ่อชา ส่งมาจากเมล์ เพื่อนของผมเอง ชื่อคุณแหม่ม เป็นเถ้าแก่ เจ้าของฮีโน่ อยู่ลพบุรี ท่านที่อ่านแล้วชื่นชอบ ก็ขออนุโมทนา บุญ ให้เพื่อนผม และคนที่ส่งมาให้เพื่อนผมด้วยนะครับ เรื่องอย่างนี้อ่านแล้วก็ต้องรีบเอามาลงเลย ดีม๊าก มาก ครับผม

บิลลี่- katoomba australia

210410

เรืองมีอยู่ว่า ..............................


มีคนเลี้ยงไก่ 2 คน

คนที่ 1 ทุกเช้าจะเอาตะกร้า เข้าไปใน โรงเรือนเลี้ยงไก่
แล้วก็ เก็บ "ขี้ไก่" ใส่ตะกร้ากลับบ้าน!! แล้วทิ้งไข่ไก่ ให้เน่าไว้ในโรงเรือน
เมื่อเขาเอาขี้ไก่กลับถึงบ้าน ทั้งบ้านก็เหม็นหึ่ง ไปด้วยกลิ่นขึ้ไก่ !!!
คนทั้งบ้านต้องทนกับกลิ่นเหม็น!!!

คน เลี้ยงไก่คนที่ 2 เอาตะกร้าเข้าไปในโรงเรือนเลี้ยงไก่
เก็บไข่ไก่ใส่ตะกร้าเอากลับบ้าน เขาเอาไข่ไก่ลงเจียว กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบ้าน
คนทั้งบ้านได้กินไข่เจียวแสนอร่อย ไข่ไก่ที่เหลือ เขาก็เอาไปขาย แล้วได้เงินมาใช้จ่ายในบ้าน
ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก.....


ในชีวิตของเรา พวกเรา เป็นคนเก็บ "ไข่ไก่ " หรือ เก็บ"ขี้ไก่"

เราเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่" โดยเฝ้าแต่เก็บ เรื่องร้ายๆ แย่ๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไว้ในหัวของเรา
และมีความทุกข์ตลอดเวลาที่คิดถึงมัน!!!

หรือเราเป็นคนที่เก็บ"ไข่ไก่" เราจดจำสิ่งที่ดีๆที่เกิดในชีวิตของเรา
และมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงมัน!!

คน เราส่วนใหญ่ชอบเป็นคนเก็บ "ขี้ไก่"
 เราถึงต้องเป็นทุกข์ตลอดเวลา เรื่องความเสียใจ ความผิดพลาด ความเจ็บใจฯลฯ
มักจะติดอยู่ในใจของเรานานเท่านาน

ถ้าเราอยากมีความสุขในชีวิต เลือกเก็บ"ไข่ไก่" กับชีวิต
 ทิ้ง "ขี้ไก่" ไปเถอะ
ชีวิตของเราจะได้มีความสุขซักที...

 

โดย | 21-04-2010 19:27:43
A Seat at the Table from http://gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books,new&id=1062
หากต้องปิดการขายให้ได้มากขึ้น คุณต้องหยุดขาย นี่คือสิ่งที่ Marc Miller ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายบอกกับคุณ เขากำลังเสนอทฤษฎีการขายใหม่ที่จะช่วยให้นักขาย "มีที่นั่งที่โต๊ะ" ซึ่งหมายถึงที่ที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่ได้รับการเลือกสรรแล้วเท่านั้น ว่าคู่ควรที่จะมีส่วนในการกำหนดทิศทางและงบประมาณของบริษัทของลูกค้า ในโลกธุรกิจทุกวันนี้ ซึ่งสินค้าและบริการแทบไม่มีความแตกต่างกันแล้ว สิ่งเดียวที่ลูกค้าสนใจจึงมีแต่ "คุณค่า" เท่านั้น และการจะเสนอคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ลูกค้าได้นั้น คุณต้องหยุดเป็น "นักขาย" แต่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็น "นักธุรกิจ" ที่ขายคุณค่า เมื่อนั้นคุณจึงจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลกำไรได้ อันเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโต ส่วนตัวคุณก็สามารถรักษาความสำเร็จไว้ได้เช่นกัน

Miller จะแนะนำวิธีที่จะทำให้นักขายสามารถ "ต่อติด" กับผู้บริหารและผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทลูกค้า ด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถสร้างความต้องการของลูกค้า ต่อสินค้าและบริการของคุณได้ และช่วยให้คุณปิดการขายได้มากขึ้น

มีที่นั่งที่โต๊ะ

ในขณะที่ธุรกิจกำลังเผชิญกับความยากลำบากกันถ้วนหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสับสนวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา แต่ Miller ชี้ว่า นี่คือโอกาสทองสำหรับคนที่เป็นนักขาย ที่จะฉวยโอกาสนี้เปลี่ยนไปเล่นบทที่มีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตของลูกค้า และบทบาทใหม่นี้จะทำให้โลกคือโอกาสที่ไม่มีสิ้นสุดสำหรับนักขาย ลูกค้าจะเห็นเขาเป็นผู้ที่สามารถช่วยสร้างความแตกต่าง และมอบคุณค่าที่มากกว่าเพียงแค่สินค้าหรือบริการเพียงชิ้นเดียว นักขายจะสามารถก้าวทะลุจากการถูกมองว่า เป็นเพียงคนขายของไปเป็นคนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่ธุรกิจของลูกค้า ซึ่งจะต้องเริ่มด้วยการยอมรับความจริงที่ว่า สิ่งเดียวที่ลูกค้ายุคนี้ให้ความสำคัญก็คือ คุณค่า

ดังนั้น การจะทำยอดขายให้ดีขึ้น คุณจึงต้องเปลี่ยน ตัวเองให้มีคุณค่ามากขึ้นสำหรับลูกค้าของคุณ ผลวิจัยชี้ว่า ลูกค้ากำลังเรียกร้องคุณค่าใหม่ที่แตกต่างจากนักขาย และหากนักขายสามารถสร้างคุณค่าใหม่นี้ได้สำเร็จ ลูกค้าจะไม่มองเห็นคุณเป็นเพียงแค่คนขายของอีกต่อไป แต่จะมองเห็นคุณเป็นนักธุรกิจที่ขายคุณค่า และมีค่าพอที่จะได้รับเชิญให้ "มีที่นั่งที่โต๊ะ"

โอกาสทองของนักขาย

คุณค่าที่ลูกค้ามองหาในทุกวันนี้ คือคุณค่าที่อยู่ในรูปแบบของความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในด้านการวางแผน ผู้บริหารทุกวันนี้กำลังหลงทางอยู่ในวังวนของการเปลี่ยน แปลงในโลกธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนจำนวนของธุรกิจที่ประกอบการล้มเหลว และการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร เกิดขึ้นมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ธุรกิจจึงต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจอยู่ตลอดเวลาแทบจะทุกสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงแค่ปีละครั้งเหมือนในอดีต

และนี่ก็คือโอกาสทองของนักขายที่จะเปลี่ยนไปเล่น บทบาทใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนแรกคุณต้องช่วย ให้ผู้บริหารไม่หลงทาง และกลับมาต่อติดกับเป้าหมายของบริษัท ถ้าคุณสามารถช่วยให้ผู้บริหารกลับมามองเห็นว่า เรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริงของบริษัทได้ เขาก็จะมองเห็นความสำคัญของคุณเช่นกัน ส่วนที่สอง คุณต้องคิดวิธีแก้ไขที่จะช่วยให้ผู้บริหารบรรลุเป้าหมายหรือขยายแผนธุรกิจใหญ่ของบริษัท และเสนอสินค้าและบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาได้

คุณควรหยุดพูดถึงค่าใช้จ่าย (การเสนอให้ซื้อสินค้า หรือบริการ) และควรเริ่มพูดถึงการลงทุนแทน (การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างความแตกต่าง) ควรทำความเข้าใจกับแผนธุรกิจและเป้าหมายของบริษัทลูกค้า และเชื่อมสินค้าและบริการของคุณให้สอดคล้องกับแผนนั้น นี่คือวิธีที่จะทำให้คุณ "มีที่นั่งที่โต๊ะ" ซึ่งหมายถึงตำแหน่งสำคัญที่ผู้บริหารกันไว้ เฉพาะผู้ที่สามารถจะเพิ่มคุณค่าให้แก่แผนธุรกิจของเขาได้เท่านั้น ซึ่งมีผลต่อการสร้างผลงาน การเติบโตของกิจการ และต่อพนักงานของบริษัท

FOCAS

คือกระบวนการตั้งคำถาม เป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้คุณค้นพบและเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง FOCAS เป็นตัวย่อของโครงสร้างการตั้งคำถาม 5 ประเภทคือ Fact Questions, Objective Questions, Concern Questions, Anchor Questions และ Solution Questions

Fact Questions เป็นคำถามที่ง่ายที่สุดในกระบวน การตั้งคำถามทั้ง 5 ขั้น มีจุดประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของลูกค้า ตัวอย่างคำถามประเภทนี้เช่น ขอให้คุณช่วยเล่าความเป็นมา ของแผนกสักเล็กน้อย, ตลาดใดที่คุณต้องการสร้างรายได้ มากที่สุด

Objective Questions ใช้เมื่อต้องการค้นหาวัตถุ ประสงค์ในแผนธุรกิจของลูกค้า เพื่อค้นให้พบว่าวัตถุประสงค์ใดที่สำคัญที่สุด ในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการสร้างความแตกต่าง ตัวอย่างคำถามก็เช่น คุณคิดว่าบริษัทของคุณต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน, คุณคิดว่าอะไรเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในอนาคตที่จะทำให้ผลกำไรเพิ่มขึ้น

Concern Questions เป็นคำถามที่ใช้ค้นหาความไม่พอใจ อุปสรรค ความวิตกกังวล และปัญหาที่ผู้บริหารหรือลูกค้าของคุณกำลังเผชิญอยู่ ตัวอย่างคำถามเช่น ปัญหาอะไรบ้างที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ในการบรรลุเป้าหมาย ของแผนงานหลัก, คุณเคยเสียส่วนแบ่งตลาดให้คู่แข่งในต่างประเทศหรือไม่ คำถามชุดนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้คุณเสนอวิธีแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้า

Solution Questions กระบวนการสุดท้ายของการตั้งคำถาม FOCAS เป็นคำถามที่จะเน้นเรื่องคุณค่าโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นคุณค่าหรือประโยชน์ ของวิธีแก้ปัญหาที่คุณเสนอ ตัวอย่างคำถามเช่น มีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ได้, หากเราสามารถช่วยปลดปล่อยทรัพยากรที่มีคุณค่าในด้านนั้นๆ จะช่วยคุณแก้ปัญหาได้หรือไม่ คำถามชุดนี้จะช่วยให้คุณรู้ว่า ผู้บริหารมองเห็นคุณค่าของวิธีแก้ปัญหาที่คุณเสนอหรือไม่ และช่วยให้ผู้บริหารได้คิดถึงวิธีการแก้ปัญหา และตัดสินใจ ได้ว่า ปัญหาหรือความไม่พอใจที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นร้ายแรงถึงขั้นที่จะต้องลงมือแก้ไขหรือไม่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คำถามชุดนี้จะช่วยให้ลูกค้ามอง เห็นว่า คุณอาจเป็นคนที่จะมีบทบาทช่วยให้เขาบรรลุวัตถุ ประสงค์และโอกาสได้

ผู้สร้างความแตกต่าง

เมื่อใดที่ผู้บริหารซึ่งเป็นลูกค้าของคุณเอ่ยปากต่อคุณว่า คุณได้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในบริษัทของเขา เขากำลังบอกคุณทางอ้อมว่า คุณมี "ที่นั่งที่โต๊ะ" ของเขาแล้ว ที่นั่งนี้สงวนไว้ให้เฉพาะบุคคลพิเศษที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งในกิจการและพนักงานของบริษัทลูกค้าได้ เมื่อคุณช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างได้ สำเร็จ คุณจะได้รับการชื่นชมว่าเป็นผู้ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยน แปลง เป็นที่ปรึกษาทางกลยุทธ์ หรือเป็นที่ปรึกษาของลูกค้า คุณไม่เพียงแต่จะเป็นที่ต้อนรับ คุณยังแตกต่างจากนักขาย ทั่วไป เพราะคุณเสนอสินค้าหรือบริการที่เป็นการลงทุนและคุณจะถูกมองว่าเป็นผู้สร้างความแตกต่าง
โดย billy | 03-03-2010 11:32:14
ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน from pobpol jirapalin"

ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน from pobpol jirapalin" pobpol@hotmail.com

thank you for this email

-----------------------------------------------------------------------

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก

คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
 
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน  
ดร.อภิวัฒน์   วัฒนางกูร  
มาเรียนที่อเมริกา  
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน

ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
 
ว่าสะอาดจริงมั้ย  
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด  
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง  
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม

ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย 
แกมีบ้าน  
มีรถ มีลูก มีภรรยา   มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง 
แกมีทุกอย่าง  
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
  ลุกเมียไปขอพบ  
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง 
ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
 
ภรรยาพาเข้าโรงบาล 
ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ  
เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้

แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล  
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
  บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต 
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
 
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่

กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก

ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า

พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
 
ปริญญาใบที่หนึ่ง  '
ปริญญาวิชาชีพ '
เราจะต้องทำมาหากินเป็น
กินอิ่ม   นอนอุ่น
พูดง่าย ๆ  
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้

อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง

แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ   แต่ '
ปริญญาวิชาชีวิต '  
ปริญญาใบที่สอง   '
ปริญญาวิชาชีวิต ' คือวิชาธรรมะ

สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
 

ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้

แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง  
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
 
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก 
เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
 
บ้าน รถ   
มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
 
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
 
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย

เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย

นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี
ถ้าเราไม่มีธรรมะ  
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง

ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี

ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
 
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
 
แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง
ดูจิต ดูใจตัวเอง 
ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์  
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ 
เกินไปหรือเปล่า  
พยายามลดลงในแต่ละวัน   ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร  
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต

หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
 
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่  
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
 
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
 
ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว 
อยากพักให้ได้พัก  
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง

อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด   ขวาสุด  
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
  เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา

เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า  
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด 
บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร   บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ 
บางคนก็ตอบราชบัลลังก์  
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ 
สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
 
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ

และก็ชีวิตของเรา 

  

โดย nuttee | 22-02-2010 16:47:09
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=84339

interview khun Buntoon lumsum - manager.co.th -that good comment -read it now-

10 ปีของกิจกรรมโหวตคัดเลือก Role Model กับ 4 ปีเต็ม ในฐานะที่ได้รับการโหวตให้เป็น Role Model อันดับ 1 ต่อเนื่องกัน โอกาสนี้บัณฑูร ล่ำซำ พูดถึงข้อเท็จจริงของประเทศไทยชนิดกะเทาะเข้าไปถึงแก่น

"ผม Visible ผมยืนพูด" เป็นวิสัชนาที่บัณฑูร ล่ำซำบอกในการสนทนาเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 หลังจากได้รับการโหวตให้ขึ้นเป็น Role Model อันดับ 1 ครั้งแรก ในปุจฉาที่ว่าทำไมสังคมธุรกิจไทยยอมรับเขาเป็น Role Model อย่างเหนียวแน่น

(อ่านเรื่อง "ผม Visible ผมยืนพูด" เรื่องจากปก นิตยสารผู้จัดการ ฉบับเดือนกันยายน 2549 หรือใน www. gotomanager.com ประกอบ)

หลังจากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบัณฑูรในครั้งนั้นเป็นระยะเวลา 3 ปีเต็มๆ ที่นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ไม่ได้เขียนถึงเขาโดยละเอียดอีกเลย

แต่ใน 3 ปีมานี้ผู้อ่านนิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ยังคงให้การยอมรับและโหวตให้เขาเป็น Role Model อันดับ 1 ติดต่อกันชนิดที่มีคะแนนทิ้งห่างจากผู้อื่น

ในโอกาสที่กิจกรรมโหวตเลือก Role Model ดำเนินมาครบ 10 ปีเต็มในวันนี้ นิตยสารผู้จัดการ 360 ํ จึงต้องสนทนากับบัณฑูรอีกครั้ง

ในการสนทนาครั้งนี้เขาได้พูดถึงข้อเท็จจริงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่

เขาพูดตรงๆ ตามบุคลิก

สาระที่เขาพูดออกมานั้น ไม่เน้นเฉพาะเรื่องการเมือง สังคมหรือเศรษฐกิจ

แต่แน่นอนที่สุดเป็นสาระที่มีประโยชน์อย่างยิ่งจน ผู้จัดการ 360 ํ มิอาจจะตัดทอนเนื้อหาใดๆ ออกไปได้

จึงขอนำเสนอบทสนทนานี้โดยละเอียด

>> อยากให้คุณบัณฑูรได้พูดอะไรบางอย่างที่จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ยังจำได้ว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณบัณฑูรเคยเล่าว่าต้องหิ้วกระเป๋าตระเวนไปตามประเทศต่างๆ เพื่อขอเงินเข้ามาช่วยธนาคาร แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อยากให้ช่วยมองว่า 10 ปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจได้ตกผลึกข้อเท็จจริงอย่างไรบ้าง และปรากฏการณ์ถัดจากนี้ไป สิ่งที่นักธุรกิจต้องคำนึงถึงนั้นมีอะไรบ้าง

สำหรับประเทศไทยทศวรรษนี้ ตอนต้นทศวรรษเป็นช่วงที่ต้องอุดรูรั่วก่อน ตอนนั้นทุกอย่างพังหมด โดยเฉพาะเงินทุนของสถาบันการเงินตอนนั้นก็ใช้เวลาอยู่ 2-3 ปีกว่าประเทศจะโงหัวขึ้น เพราะว่าเจ็บกันหมด

แต่คนไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วความเสียหายมันต้องใช้กันไปถึงรุ่นลูก เพราะว่าออกมาในรูปหนี้ของรัฐบาล สมมุติว่าไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 1997 ก็จะไม่มีหนี้อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ว่าเผอิญหนี้ของประเทศไทยนั้นไม่ถึงกับสูงมาก ถ้าเทียบกับประเทศอื่น คนก็เลยรู้สึกว่าลืมๆ ไปแล้ว

แต่จริงๆ แล้วความเสียหายมันเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษี ประชาชนโดยรวมด้วย คือการที่มีหนี้สาธารณะเกิดขึ้นมากเกินไป ถึงจุดหนึ่งก็เกิดเงินเฟ้อ เงินเฟ้อมันก็โดนกับกระเป๋าของทุกคน ภาษีก็โดนกระเป๋าคนที่เสียภาษี คนที่ไม่เสียภาษีอาจจะไม่รู้สึกอะไร

อันนั้นก็โชคดีที่ว่าพอรับความเสียหายเข้ามาอยู่ในระบบได้ หลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่ฟื้น

สำหรับในระบบสถาบันการเงินได้เรียนรู้บทเรียนที่ดีมาก แบงก์ชาติก็เข้มงวดจึงทำให้เรารอดจากรอบนี้ รอบนี้ของเราเลยไม่เดือดร้อนไปด้วย เพราะว่าสถาบันการเงินไม่สามารถไปปล่อยกู้ ไปซื้อหุ้น หรือตราสารอนุพันธ์แบบประหลาดๆ ที่คนอื่นซื้อกันนั้น ฝั่งไทยไม่...อาจมีซื้อบ้างแต่ไม่เยอะ ซื้อแบบไม่ถึงกับต้องล่มจม ลองๆ ไป อย่างมากก็แค่เจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ ก็จบ

เพราะว่าอะไร เพราะว่าแบงก์ชาติสั่ง บอกว่าถ้าแบงก์จะซื้ออะไรคณะกรรมการต้องดูด้วย แล้วคณะกรรมการส่วนใหญ่ ถ้าไม่เข้าใจก็บอกว่า งั้นไม่ทำดีกว่า ก็กลายเป็นว่า ความระมัดระวังทำให้ไม่เสียหาย

เพราะฉะนั้นรอบนี้ความเสียหายไม่เกิดขึ้นในระบบสถาบันการเงิน ทำให้ประเทศไม่ถึงกับล้ม อย่างมากก็แค่อืด อืดเพราะว่าโลกได้ชะลอการซื้อของเราจึงอืดตามไปด้วย แต่ตอนนี้จะฟื้นกลับคืนขึ้นมาแล้ว

สำหรับโจทย์ทางธุรกิจมีข้อหนึ่งที่ท้าทายคือ คู่แข่งมากขึ้น จีนก็เริ่มมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ ตอนนี้บุกเต็มที่ คนอื่นแข็งแกร่งเริ่มฟื้นกันหมด มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย พวกนี้คือคู่แข่งที่มีเข้ามามากขึ้น

ไม่ต้องดูอะไร ดูแค่เหรียญทองซีเกมส์นี่ก็สลบแล้ว ใช่ไหม จากที่เคยได้ที่ 1 แบบหมูในอวย นี่ทิ้งกันเป็น 10 เหรียญ

(ผู้จัดการ 360 ํ ได้สนทนากับบัณฑูรช่วงบ่ายวันที่ 17 ธันวาคมซึ่งสรุปเหรียญทองซีเกมส์ ณ วันที่ 16 ธันวาคม เวียดนามได้แซงขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ 76 เหรียญทอง ส่วนประเทศไทยหล่นลงมาเป็นอันดับ 2 ได้ 69 เหรียญทอง)

เป็นภาพสะท้อนอันหนึ่งซึ่งยิ่งกว่าเรื่องเศรษฐกิจก็คือการพัฒนาในทุกด้านของมนุษยชาติในแต่ละประเทศ ทุกคนมีโจทย์ที่ต้องลุยกันเต็มที่ กีฬาก็เป็นภาพสะท้อนภาคหนึ่งของการแข่งขันเช่นกัน ถ้าเอาตัวนี้มาเป็นตัววัด จะพบว่าความจริง เราถอย

ในโลกธุรกิจนั้นถ้าความสามารถในการสร้างนวัตกรรม หรืออะไรต่างๆ ในบริษัทที่เป็นไทย ถ้าไม่เท่ากับที่ตลาดโลก เขากำลังไป เราก็ถอย เห็นได้ชัด

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มาจากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั่นเองที่จะทำให้คนในประเทศ ทั้งคนที่เป็นบุคคล และคนที่เป็นนิติบุคคล ก็คือบริษัททั้งหลายมีความแข็งแกร่งได้มากขนาดไหน

ถามว่าแต่ละคนดิ้นรนไหม ก็ดิ้นรน บุคคลแต่ละคนก็ดิ้นรนไปเรียนหนังสือ ไปเรียนเทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัทก็มีการอบรม พัฒนาต่างๆ แต่ถามว่าโครงสร้างใหญ่ของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอยู่บนระบบการเมืองและสังคมของประเทศ เป็นโครงสร้างที่แน่นไหม อันนี้เป็นโจทย์ที่ถ้าให้ประเมินตอนนี้ คือไม่แน่น

>> โครงสร้างตรงนี้ ใครที่ต้องเป็นคนสร้าง

ก็ประชาชนนี่แหละเป็นคนสร้าง ประเทศเป็นอย่างนี้ ก็เพราะประชาชนนี่แหละมีส่วนที่ทำให้เป็น จะบอกว่าคนที่เข้ามาปกครองประเทศทำให้เป็นอย่างนี้ก็มีส่วนถูก แต่เขาเหล่านั้น ก็มาจากกระบวนการการเลือกตั้งทั้งนั้น ส่วนเขาเข้ามาแล้ว ทำไม่ได้ผล ทำเสียหาย แล้วไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่เพอร์ฟอร์มแล้วจะต้องออกไปนั้น เท่าที่ผมดูโดยรวม ประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้น

ก็หน้าเดิมๆ แถมยังส่งต่อให้ลูกได้อีก ใช่ไหม คือไม่มีลักษณะที่เรียกว่า ถ้าฉันจัดการประเทศไม่ดีแล้ว ฉันจะต้องถอยออกไปให้คนอีกรุ่นเข้ามา ก็คนชุดเดิมๆ อีกนั่นแหละ

อาจจะเปลี่ยนหน้ากันบ้าง เข้ากระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แต่ก็ยังเป็นคนชุดเดิมๆ

แม้กระทั่งคนไม่มีสิทธิ์ทางกฎหมายที่จะเล่นการเมือง แต่ก็ยังมีบทบาทได้

ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าบ้านเมืองไทยเป็นอย่างนี้เอง แล้วหลายคนก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ถึงกับจะเดือดร้อนอะไรที่จะเป็นอย่างนี้

แต่ถามว่าโดยรวม โครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีการก่อสร้างอย่างทันกาล ทันเวลาไหม อันนี้เกรงว่าจะสู้เขาไม่ได้

นี่ไม่ทันไร เวียดนามเขากำลังจะมีรถไฟหัวกระสุนแล้ว แต่ของเราก็ยังเป็นรถทัวร์อยู่นั่นแหละ รถไฟก็กลัว นั่งไปเดี๋ยวตกราง หรือว่าวันรุ่งขึ้นจะไม่มีคนมาขับ

ใช่ไหม คือง่อยกันอยู่แบบนี้ก็อยู่ๆ กันไป เมืองไทยก็อยู่ๆ กันไป ไม่แตะกัน

แล้วสังคมไทยก็เป็นแบบนี้ คือคนนั้นรู้จักคนนี้ เกรงใจคนนั้น คนนี้ไม่แตะกัน แล้วถ้าคนหนึ่งทำได้ ก็มีคำถามว่าแล้วทำไมฉันจะทำไม่ได้ คนหนึ่งขนของ 500 กิโลกรัมขึ้นเครื่องบินได้ ทำไมฉันทำไม่ได้บ้าง ทุกคนเกรงใจกันไปเกรงใจกันมา นี่คือสังคมไทย

ข้อดีก็คือก็มีวิธีที่รอมชอมกันไป

แต่ข้อเสียก็คือ ผิดไม่ถูกแก้ ดีไม่ถูกสร้างไว้ ถ้าคูณเป็นภาพใหญ่ขึ้น ประเทศก็อ่อนแอ

>> แล้วภาคธุรกิจจะทำอย่างไร ภายใต้สิ่งแวดล้อมแบบนี้

ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่พูดไป ภาคธุรกิจก็ช่วยตัวเองไป ทำมาหากินเท่าที่จะทำได้ก็อบรม ศึกษากันไป

โครงสร้างใหญ่ของประเทศต้องมี เพราะจะทำให้ทุกคนเมื่อตื่นเช้าขึ้นมาจะรู้สึกว่ามีพลังมากขึ้น

แต่ถ้าตื่นเช้าขึ้นมาระบบการศึกษาก็ไม่ได้เรื่อง ระบบโทรคมนาคมก็ไม่ได้เรื่อง ระบบกติกา กฏหมายอะไรก็ไม่ชัดเจน จะทำอะไร ก็ทำไม่ได้เต็มที่ ก็เหมือนพื้นที่ไม่แน่น พื้นไม่แน่น ถ้าจะกระโดด ก็กระโดดไม่ได้สูงหรอก เหยียบลงไปก็ยวบๆๆ

ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ประเทศเป็นอย่างนี้

อย่างที่พูด รัฐบาลนี้ก็ไม่ใช่เป็นคนไม่ดี ก็ตั้งใจดี แต่ถามว่าเขาทำอะไร อย่างโครงการเฉพาะหน้า เช่นการกระตุ้นอะไรอย่างนี้ กระตุ้นนี่โครงการเฉพาะหน้านะ ไม่มีสาระอะไรยาวหรอก ทุกคนก็ทำกัน เหมือนฉีดยาโด๊ป ทุกประเทศก็ทำกัน แต่โครงสร้างพื้นฐานถามว่า สร้างได้ไหม สร้างไม่ได้ ไม่มีข้อสรุปอะไรทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ณ วันที่ผ่านไป เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เคยมีข้อสรุป มีแต่โจทย์ค้างคาอยู่ รถไฟก็ค้างคา ฮือกันมาสักพัก พอตกลงกันได้ก็กลับไปอยู่รูปแบบเดิม ถามว่ามีการปฏิรูปอะไรเกิดขึ้นไหม ไม่มี ก็จบกันไป

การศึกษานี่ไม่ต้องพูดถึงเลยนะ เคยพูดว่าถ้าฉันเป็นนายกรัฐมนตรี ฉันจะควบรัฐมนตรีศึกษา แต่วันดีคืนดีไม่ทำตามนั้น ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไร มีแต่เรียนฟรี เรียนฟรีเฉยๆ ไม่ได้เป็นการปฏิรูป ใครก็พูดได้ เรียนฟรี แล้วตอนนี้ทำไปทำมา ก็ลด แลก แจก แถม ไม่ได้เป็นการแก้โครงสร้างพื้นฐานอะไร แค่กินยาแก้ปวดไปวันๆ เท่านั้น

ขึ้นรถเมล์ฟรียังสู้การสร้างโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมแต่ละอย่างที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ อย่างนั้นทุกคนได้ประโยชน์ ประเทศโดยรวมได้ประโยชน์ ระบบขนส่งมวลชน ระบบขนส่งสินค้าจะได้ประโยชน์ แต่นี่ไม่ทำ

โครงสร้างกฎหมายยิ่งแล้วใหญ่ ประเด็นของโครงสร้างกฎหมายเมืองไทยมี 2 ประเด็นด้วยกัน หนึ่ง กฎหมายไม่ได้เรื่อง คือกฎหมายเลยเวลาของมันไปแล้ว ก็ไม่มีการมาสังคายนาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกธุรกิจ เพราะฉะนั้นคนจะทำก็ติดโน่นติดนี่ ทำไม่ได้ ไม่มีความชัดเจน ทำไปก็ผิด อันนั้นผิดอันนี้ก็สะดุด ทั้งที่จริงๆ ไม่น่าจะสะดุด น่าจะเอาไปพัฒนาธุรกิจได้

อันที่สอง กฎหมายดี แต่บังคับใช้ไม่ได้ เช่นกฎหมายควบคุมสภาพสิ่งแวดล้อมดี บังคับใช้ไม่ได้ วันดีคืนดีมีคนโวยขึ้นมาก็ตกใจกันไปตามๆ กัน เมืองไทยก็เป็นเสียอย่างนี้

>> สิ่งที่คุณบัณฑูรพูด ดูเหมือนต้องใช้เวลาอีกนานมาก

ก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น แต่ว่าเท่าที่ดู ไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีใครที่จะลุกขึ้นมาทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม รัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนก็ไม่ได้วาดภาพยุทธศาสตร์อันนี้ ว่าฉันจะแก้โครงสร้างอันนี้นะ แก้โครงสร้างอย่างนี้นะ ไม่มี แต่ละวันเมื่อดูไปก็ลดแลกแจกแถม กับสู้คดีการเมืองกัน ก็หมดเวลาแล้วใช่ไหม นานๆ หน่อยก็ตะครุบปฏิทินโป๊สักที ก็หมดเวลาแล้ว

>> แล้วนักธุรกิจจะหาโอกาสอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากอยู่ไปวันๆ

เราก็ทำไปในโจทย์ของเรา มีกำลังอย่างไร เราก็ทำไปอย่างนั้น

แต่ว่าจะไม่ดีกว่าหรือถ้าคนในประเทศได้รับการศึกษาที่ยกระดับความรู้ความคิดต่างๆ ได้

จะไม่ดีกว่าหรือที่ระบบขนส่ง ระบบโทรคมนาคมต่างๆ มีประสิทธิภาพทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีต้นทุนต่อรายการที่ถูกลง

จะไม่ดีกว่าหรือถ้าระบบกฎหมายต่างๆ เอื้ออำนวยให้คนที่ทำถูกได้ความเจริญก้าวหน้า แล้วคนที่ทำผิด ถูกตีมือหรือติดคุก

วันนี้ถ้าทำผิด ไม่มีใครจะทำอะไรได้ ก็มีข้ออ้างกันไปได้เรื่อยๆ แล้วข้ออ้างที่ตลกที่สุดคือ เมื่อคนอื่นทำได้ ทำไมฉันทำไม่ได้ แสดงว่าถ้าคนอื่นทำผิดได้แล้วไม่ผิด ทุกคนก็สามารถที่จะทำผิดได้แล้วไม่ผิดเหมือนกัน อันนั้นคือข้อเสียหายที่สุดของสังคมมนุษย์ ที่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่รู้ว่าผิดถูกคืออะไร เพราะไม่ต้องรู้กัน เพราะต่อให้ถูกจับได้คาหนังคาเขา ฉันก็ตอบได้ว่าก็คนอื่นเขาก็ทำกันอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่มีรางวัลสำหรับการที่ทำให้ถูกต้อง แล้วก็ไม่ได้มีโทษสำหรับการที่ทำไม่ถูกต้อง ก็เลยเป็นสังคมที่อ่อนแอ พอสังคมอ่อนแอ พลังที่จะทำมาหากิน พัฒนา แก้ไขปัญหา อะไรต่างๆ ก็แผ่วไป

แต่ก็มีข้อดีที่ว่า ไม่ฆ่ากัน เป็นสังคมที่ไม่ฆ่ากัน น้อยมากที่จะลุกขึ้นมาฆ่ากัน ก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเห็นกันบ่อยๆส่วนใหญ่ก็มักจะบอกว่าเป็นพรรคพวกกัน ก็เป็นเสียอย่างนั้น

>> แล้วสภาพที่เป็นแบบนี้ แบงก์จะทำอย่างไร

แบงก์ทำอะไรไม่ได้ ผมพูดกับพวกนักวิเคราะห์ นักลงทุนทั้งหลายบอกว่า ยูจะมาเอาอะไรกับประเทศไทย คือพวกนี้เขาต้องการลงทุนในที่ที่มีโอกาสโต ใช่ไหม ที่ไหนมีโอกาสโต พวกนี้มีเงินก็จะรีบวิ่งมาจองที่ก่อน เพราะว่าเมื่อโตแล้ว ฉันจะได้รวยด้วย

เราก็บอกว่าจะมาเอาอะไรกับการโตเร็วของประเทศไทย ไม่มี ก็โตปานกลาง จีดีพีโต 3-4% นี่ก็ใช้ได้แล้ว

>> ก็คือโตไปเรื่อยๆ

โตไปเรื่อยๆ คือไม่มีพลังอะไรที่จะวิ่งได้เร็วกว่านี้ ทำไมจีนเขาโตเร็ว เพราะเขามีการลงทุน มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เขามีงาน เขาปั่นกันจี๋เลย

แต่ไทย อันโน้นก็ไม่ทำ อันนี้ก็ไม่ได้ทำ แต่ไม่ใช่ไม่ทำงานนะ ตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำงาน แต่ทำงานบนโครงสร้างที่ไม่แข็งแรง ปั่นไปได้ขั้นหนึ่งเท่านั้นปั่นเต็มที่ไม่ได้ ปั่นได้ขั้นหนึ่งเท่านั้นเอง

สรุปก็คือว่า เมืองไทย ข้อที่เป็นที่ผิดหวังคือไม่โตเร็ว อันนี้ผิดหวังในมุมของคนที่จะมาลงทุน ไม่โตเร็ว โตปานกลาง แต่ข้อดีคือสภาพแวดล้อมโดยรวม มีความอุดมสมบูรณ์ ได้เปรียบทางจุดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ แล้วสังคมก็มีความมั่นคง ไม่ได้ลุกขึ้นมาฆ่าฟันกัน ก็มีทั้งข้อดี ข้อไม่ดี

แล้วเมืองไทยนี่ ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือดีหรือไม่ดีอย่างไร คนก็ยังชอบมา

แต่ขออย่างเดียว อย่าไปปิดสนามบิน ถ้าไม่ปิดสนามบินเดี๋ยวก็มีคนมาเที่ยว ปีใหม่เดี๋ยวก็มีคนมาเที่ยว ก็เป็นอย่างนี้

>> แบงก์ก็ต้องเกาะสถานการณ์ไปอย่างนี้

แบงก์ก็อยู่ไป ก็แก้ปัญหากันไป คิดสินค้าใหม่ๆ บริหารต้นทุนให้แน่ใจว่าต้นทุนไม่ท่วมหัวเรา ก็เป็นแบบนี้

แล้วแบงก์จะไปดีกว่าเศรษฐกิจนั้น เป็นไปไม่ได้ แบงก์จะไปดีกว่าผู้ประกอบการโดยรวม เป็นไปไม่ได้ ถ้าผู้ประกอบการแป๊ก แบงก์ก็แป๊กไปด้วย ใช่ไหม

>> ภายในประเทศที่เป็นลักษณะค่อยๆ เป็นค่อยๆ อย่างนี้ แล้วสถานการณ์โดยรวมภายนอกที่เกิดขึ้นจากวิกฤติรอบนี้

มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าราคาของเงินต่ำลง อัตราดอกเบี้ยที่ไม่โตขึ้นจากวิกฤติของอเมริกา แบงก์หากินกับราคาของเงินตรงนี้มาตลอด แล้วแบงก์จะมีช่องว่างตรงไหนที่จะทำรายได้เพิ่มขึ้น

ก็ไม่มี ส่วนต่างของดอกเบี้ยก็คงไม่ได้ดีไปกว่านี้ แค่นี้ก็สูงถึงขั้นหนึ่งแล้ว มากกว่านี้คงเป็นไปไม่ได้ การแข่งขันต่างๆ ก็จะบีบให้ส่วนต่างดอกเบี้ยลงมา ที่เหลือเราก็ต้องไปทำสินค้า ค่าธรรมเนียมอะไรต่างๆ

จะเห็นว่าเศรษฐกิจถ้าไม่มีการลงทุน ไม่มีการประสบความสำเร็จในการค้าขาย ในการคิดของใหม่ๆ แล้ว สักพักก็แผ่ว ถ้าสู้ไม่ได้ถึงขั้นหนึ่งก็ปิดโรงงาน ก็เกิดขึ้นในบางที

แต่อันหนึ่งที่ขณะนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องสังวรมากที่สุด ก็คือการแข่งขัน เราเคยดูถูกเพื่อนบ้านทั้งหลายว่าเขาเป็นประเทศล้าหลัง เขาเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ปิดประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ทุกคนก็มาร์เก็ตอีโคโนมีกันทั้งนั้น ลองไปดูเวียดนาม ตื่นมาตอนตีห้าแล้วลองมองลงไปบนถนนสิ คนอยู่กันเต็มไปหมดเลย ทุกคนก็ปั่นกันเต็มที่ ไม่มีใครรอใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของผู้บริหารประเทศที่ต้องจัดการให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ให้มีการพัฒนากันได้ แต่เขาก็ไม่ทำกัน หรือทำกันไม่ได้

>> จะถึงขั้นเลวร้ายมากไหมในเรื่องของการแข่งขัน

เมืองไทยก็เห็นพูดเลวร้ายกันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังง่อกๆ แง่กๆ มาอย่างนี้ ก็ไปอย่างนี้ ไม่เห็นมีใครว่าอะไร ถ้าพูดเลวร้าย พวกนักโวยทั้งหลายแหล่ก็ว่าต้องแย่แน่เลย แต่ไม่เห็น...ก็พอไปได้

>> ภายใต้ตัวแปร หรือสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ถ้าคนที่คิดจะลงทุนอะไรสักอย่างในสถานการณ์เช่นนี้จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไร

เขาก็ลงทุนได้ ก็แล้วแต่ว่าลงทุนอะไร คนที่จะลงทุนก็ต้องไปคิดโจทย์ของเขาว่า ถ้าผลิตของแบบนี้มาแล้ว จะไปขายใคร ก็เป็นเรื่องปกติ

คือนักธุรกิจในมุมมองของเขา เขาต้องคิดตรงนี้อยู่แล้ว

แต่ผมคิดว่าประเทศนั้นน่าจะมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพได้สูงกว่านี้จากการที่มีโครงสร้างที่ดี

>> ฟังดูเหนื่อยเหมือนกัน

ไม่เหนื่อยหรอก ก็ทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ก็ชินๆ ไป ก็เป็นอย่างนี้ใช่ไหม แต่ก่อนก็จะมีคนบอก โอย...ประเทศแย่แล้ว ต้องแย่แล้ว แต่ก็ยังพอไปได้

>> ก็ยังไปได้เรื่อยๆ

ใช่ แต่ถามว่าดีไหม...ไม่

ถามว่าเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้ว ทำท่าจะถอยหลังไหม ... ใช่...   



 


โดย nuttee | 10-02-2010 20:31:03
ถังน้ำสองใบ ต่างกันอย่างไร

ขอขอบคุณอีเมล์ต่างๆที่ส่งต่อกันมาจนถึงผม

ข้อคิดดีๆ อดไม่ได้ที่จะนำมาฝากเพื้อนๆได้อ่านกันครับ

nuttee.net

 *** ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ****
ข้อคิดจากถังน้ำสองใบ


ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่า เพื่อไปตักน้ำที่ริมลำธาร
ถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก
ในขณะที่อีกใบหนึ่ง ไร้รอยตำหนิ และสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็มถัง
แต่ด้วยระยะทางอันยาว ไกล จากลำธารกลับสู่บ้าน
จึงทำให้น้ำที่อยู่ใน ถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้หนึ่งถังครึ่ง
ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำ ใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจ ในผลงานเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันถังน้ำที่ มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเอง
มันรู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียง ครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา

หลังจากเวลา 2 ปีที่ถังน้ำที่มี รอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอันขมขื่น
วันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า
" ข้ารู้สึกอับ อายตัวเองเป็นเพราะ รอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้า
ทำให้น้ำที่อยู่ข้าง ในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"

คนตักน้ำตอบว่า  " เจ้าเคยสังเกต หรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางในด้านของเจ้า
แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่ง
เพราะข้ารู้ว่าเจ้ามี รอยแตกอยู่ ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า
และ ทุกวันที่เราเดินกลับ... เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์เหล่านั้น
เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่านั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าว
ถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว...เราก็คงไม่อาจ ได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"

คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต ่ละคนมีนั้น
อาจช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิตได้
สิ่งที่ต้องทำก็ เพียง แค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น
และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้น เท่านั้นเอง

มองโลกหลาย ๆ ด้าน เพราะ คนเราไม่ได้มีแต่ข้อเสียเท่านั้น
 


------- End of Forwarded Message -------

 

------- End of Forwarded Message -------


Surachai Tantiwitayapitak
Export Sales Director
Wall Technology Co.,Ltd. [Wall Tech]
Mobile: 668-67560646, 848-938284709
E-mail: surachai_t@wtg.co.th
Homepage: www.wtg.co.th

 

Get your preferred Email name!
Now you can @ymail.com and @rocketmail.com.

 

Hotmail: บริการอีเมลฟรี ที่เชื่อถือได้ และสมบูรณ์พร้อม รับทันที
 Reply Reply to all Forward


 New window
 Print allSponsored Links
พบรักกับหนุ่มฝรั่งออนไลน์
หนุ่มฝรั่งอยากพบรักกับหญิงไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์และแต่งงาน
www.ThaiLoveLinks.com
GeniusConnect
Add database connectivity to Mirosoft Outlook® or Exchange®
www.geniusconnect.com
More about...
Carbide End Mill »

Email »

Thin Wall Injection Molding »

โดย from e mail | 30-01-2010 10:52:23
from friend email about buddha teach people 290110

พระพุทธเจ้าเคยอบรมสั่งสอนมนุษย์ไว้ว่า
ทรัพย์สินที่พึงได้จากการประกอบ กิจการงานต่าง ๆ นั้น ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน

 
กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน
กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ
กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว
กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม

 
แล้วการทำงานของมนุษย์ล่ะ
หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำงานโดยไม่ ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึง
บุคคลที่รักและห่วงใยตนเองเลยหรือ ???

 
มนุษย์บางคนทุ่มเวลาทั้งหมดให้แก่หน้าที่การงาน
พร้อมกับคิดว่า
การกระทำดังนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้ว
แต่นั่นคือการกระทำที่โง่เขลาเป็น ที่สุด

 
ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน
แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับ งาน
โดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด
แม้กระทั่งตัวเองเป็นมนุษย์ที่เขลา เบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา
24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้

 
ทำไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลา
ให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงิน
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า ...

 
ไม่ต้องแบ่งเวลาให้เป็นสี่กองเท่า ๆ กันหรอก
เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้ เหมาะสมเท่านั้น

 
8 ชั่วโมงสำหรับการทำงาน เพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต
8 ชั่วโมงสำหรับการพักผ่อน
เก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่ การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้
5 ชั่วโมงสำหรับการเดินทาง เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ
2 ชั่วโมงสำหรับโลกส่วนตัวของตนเอง
59 นาที สำหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัย และช่วยเหลือสังคม

 
และ 1 นาทีของคุณ
ที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณ โดยไม่นำเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
เพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกินกว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น

 
จงอย่ากล่าวว่า ' ไม่มีเวลา.... '
เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่า ๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามาก
และไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้

 
24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจก
มีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษ เสี้ยวของวินาที

 
ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า ' ไม่มีเวลา '
จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการบริหารเวลา 24 ชั่วโมง
ในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำว่า ' ไม่มีเวลา '
เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิด ความล้มเหลวเรื่องเวลาของตนเองอย่างขลาดเขลา
 
มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จในชีวิต
จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำงาน อย่างเดียว
แต่มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำเร็จ ในชีวิต
ต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วน เวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ได้อย่างลงตัว

 
วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง
ที่มีไว้สำหรับการทำงาน การพักผ่อน การเดินทาง
มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯ
โดยไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่ง สิ่งใด ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต

 
นี่แหละ คือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก ' ใช้เวลา '
แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า
' ไม่มีเวลา ' อีกหรือ ? จงเปลี่ยนความคิดของคุณตั้งแต่บัดนี้นะครับ
และกรุณาส่งต่อไปยังเพื่อนหรือคนสนิทของคุณด้วยน่ะ

 

 
 
 
 

โดย nuttee | 29-01-2010 9:56:36
3 สิ่งในชีวิตเราที่ไมสามารถเรียกร้องกลับคืนได้

Three irrevocable things in your life are . . .
3 สิ่งในชีวิตเราที่ไม่สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้ . . .
Word // คำพูด
Time // เวลา
and Change // โอกาส


* Kind hearts are the garden . . .
จิตใจดีเป็นดั่งสวน
Kind thoughts are the roots . . .
ความคิดดีเป็นรากไม้
Kind deeds are the fruits . . .
การกระทำดีเปรียบเหมือนผลไม้
Kind words are the blossoms. . .
คำพูดดี เป็นดั่งดอกไม้บานสพรั่ง..

ที่มา Forward Mail

โดย poom/arunya | 25-08-2009 11:16:13
สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน By สุทธิชัย หยุ่น

ขอขอบคุณ คนที่ส่งเมลมาให้ด้วยคับ จากเมลชื่อ poom arunya arunya_poom@hotmail.com ผมไม่ได้ส่งต่อนะคับ ขอนุญาติ copy มาไว้ให้อ่านในบลอกนี้เลยคับ

nuttee

สูตรแห่งความสุข...ตำราชีวิตประจำวัน By สุทธิชัย หยุ่น  
พรรคพวกส่งจดหมายเวียนผ่านอีเมล์มาให้...บอกว่าเป็น “สูตรแห่งชีวิตประจำวัน”
 ที่ควรจะส่งต่อไปให้คนที่เรารั, ห่วงใยและต้องการให้เขาหรือเธอมีความสุขทั้งกายและใจ...
 
ทำนองเดียวกันที่ชาวชีวจิตมีความห่วงหาอาทรต่อกันอย่างไม่ลดละ
 เพื่อนเรียกสูตรนี้ว่าเป็น Lifebook หรือเป็น “ตำราแห่งชีวิต” ซึ่งผมคิดว่าเหมาะเจาะกับเนื้อหา
 และคำแนะนำที่น่าสนใจยิ่ง ทั้งง่ายและตรงไปตรงมา, ใครจะทำก็ได้, ไม่ทำก็ได้,
 เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล, ไม่บังคับยัดเยียดกัน, ไม่ต่อว่าต่อขานกัน, แต่ถ้าหากมีความมุ่งมั่นจะทำอะไร
 ให้กับชีวิตของตนเอง, ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าส่งเสริมสนับสนุน สมควรที่จะให้กำลังใจแก่กันและกันอย่างยิ่ง
 
 
สูตรที่ว่านี้มีง่าย ๆ อย่างนี้
     ๑.   ดื่มน้ำให้มาก    
     ๒.   กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและเมื่อถึงอาหารเย็น,
          ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยง
           และตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่างเทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
       ๓.กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
       ๔.ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น
           และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
       ๕.  หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
       ๖.   เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
       ๗.  อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปีนี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
       ๘.  นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
       ๙.   นอนวันละ 7 ชั่วโมง
      ๑๐.เดินสักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน,
            ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
      ๑๑.ระหว่างเดิน, อย่าลืมยิ้ม
   
     นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกายและใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร,
   ชีวิตก็จะแจ่มใส,แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลา
   ของตนเอาไว้ วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการ
   ผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
 
   
  สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้ครับ
 
     ๑.  อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณ
         อย่างไรบ้าง
       ๒.   อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิดทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
       ๓.  อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
       ๔.  อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
       ๕.  อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะ
         ทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง
       ๖.  จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
         ๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็น
         ต้องมีแล้ว
       ๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของ
         อีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ
       ๙.  ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
       ๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
       ๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
       ๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตร
         ซึ่งมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต
       ๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
       ๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่าง
         กันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
       
 แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
       ๑.      อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
       ๒.    จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
       ๓.     จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
       ๔.     จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
       ๕.     พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
       ๖.      คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่เรื่องของคุณสัก  หน่อย
       ๗.     งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ
          ในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด
   
 
  และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
        ๑.   ทำสิ่งที่ควรทำ
        ๒.   อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง
          ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
        ๓.   เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้
        ๔.  ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
        ๕.  ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัวและปรากฎตัวต่อหน้า
          คนที่เราร่วมงานด้วย...get up, dress up and show up.
        ๖.   สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
        ๗.   ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า  หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
        ๘.  เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่?
   
และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด
 
ส่งบทความที่ต่อไปให้คนที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วย
โดย nuttee | 23-08-2009 8:34:35
เวบคู่มือระบบงานของ sme
http://www.geocities.com/artidt/manual.html
โดย | 07-08-2009 7:51:27
นี่คือหลักสูตร e commerce ที่ผมเคยเรียนที่ NIDA น่าสนใจคับ

http://www.thairegistration.com/mainsite/fileadmin/contents/ecommerce/files/download/Completion%20Report.pdf

โดย | 07-08-2009 7:47:41
web history by Yahoo.com

http://profiles.yahoo.com/u/T3DDGOHGRDA7KC3F6CHS5VAEF4

นีคือ url ของเวบประวัติ ฟรี ของยาฮู ท่านผู้อ่าน ถ้ามีเมล ยาฮู ลองเข้าไปที่เช็คเมล แล้วไปคลิกชื่อตัวเองที่ด้านบน ขวามือ  เมื่อคลิกแล้วก็จะไปเวบประวัติ ของเรา มีบล็อกด้วย  มีเวบลิงค์ ประวัตืย่อ เอาเป็นว่าจ้างเค้าเขียนก็เป็น 1000- ทำเสร็จแล้วก็เอา url ที่ว่าไปปะ ที่เวบไหน ก็ได้ที่ต้องการบอกให้คนรู้ประวัติ

ของเราครับ

 

280609

บิลลี่

โดย บิลลี่ | 28-06-2009 20:31:12
เส้นทางแห่งชีวิต

เส้นทางแห่งชีวิต มีระบบที่หลากหลายเมื่อตนเองกำหนด และเดินทางตามเส้นทางที่กำหนดตัวตนเอง

เส้นทางแห่งชีวิต คือการเผชิญและผจญกับสิ่งต่างเพื่อให้เป็นสิ้งทีเรียกว่า ประสบการณ์

เส้นทางแห่งชีวิต มีความสำคัญเพราะหากท่านไม่เคยมีเลยแสดงว่าท่านเป็นคนที่ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต"..

โดย น้องนาย นิดหน่อย | 24-05-2009 21:09:13
เขียนบล็อกได้ด้วย เวอร์ชั่นใหม่

ท่านที่สนใจเขียนบล็อก สามารถเข้ามาที่นี่ได้เลยนะครับ  อยากบอกอะไรที่เป็นประโยชน์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือแจ้งข่าวอะไรที่เป็นประโยชน์ในชุมชน คนไทย เชิญครับผม

บิลลี่

โดย nuttee jarulerdanan | 24-05-2009 7:04:24
การเดินทางครั้งสำคัญ

การเดินทางครั้งสำคัญ

วันนึงได้มีโอกาสไปเที่ยวที่งานในจังหวัดนึงของประเทศ รู้สึกว่า การเดินทางจะลำบากไปหน่อยเนื่องจากว่าถนนหนทางไม่กว้าง สถานที่ไม่เหมาะกับการจัดงานระดับใหญ่ๆแบบนี้...

แต่ก็ถือว่าใช้ได้เพราะงานจัดได้ดีทีเดียว รู้สึกประทับใจกับงานในครั้งนี้ ...

หากมีโอกาส คุณควรหาเวลาออกไปท่องเที่ยวบ้าง เพื่อเปิดหู เปิดตา นะคะ

โดย น้องนัท น่ารัก | 21-05-2009 11:33:46
การศึกษาครั้งยิ่งใหญ่

การศึกษาครั้งยิ่งใหญ่ ก็คือการศึกษาตนเอง เมื่อรู้จักตนเองดี ก็ย่อมที่จะเข้าใจว่าตัวตนของเรา ต้องการอะไร .. เพื่อใคร .. และทำไปทำไม ..

หากรู้จักตนก็ย่อมดำรงตนได้ดี

โดย Arther | 21-05-2009 11:12:17
ความบังเอิญ ความพร้อม สติ

ความบังเอิญ ของวันที่ 050109

ตอนเกือบสี่ทุ่ม ผมถามทางพนักงานรถไฟ ว่าไป คิงส์คอส ไปทางไหน ผมก็งง มากครับ แค่เค้าฟังผมพูดเค้า รู้ว่าผมเป็นคนที่ไหน  เค้าตอบมาว่า “ พี่เดินตรงไป แล้วมีบันไดเลื่อน ลงไป แพทฟอร์ม 5 ครับ” เออ เอาซิ ใครว่าซิคนีย์ใหญ่ครับ ผมว่าไม่เลยนะครับ  ดวงจะเจอคนไทย มันก็ง่ายๆ อย่างนี้นะครับ พนักงานรถไฟ ยืนอยู่ตั้งหลายคนไม่คุย ไปถามคนนี้แปลกนะครับ

มีอีก ยืนรอ รถไฟอยู่หลังจากที่เดินไปที่แพลทฟอร์ม 5 แล้ว เห็น ผู้หญิงสูงอายุ 2 คน วัยกลางคน 1 คน หน้าตาเอเชีย เราก็คิดแล้วว่า ไทยหรือเปล่านะ เค้าก็ลงมารอ รถไฟใกล้ๆเราอีก  ฟังเสียงดู เออ คุณว่าเค้าพูดภาษาอะไร ลองเดาซิครับ  ไทยครับ ภาษาไทยครับ   เออ ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เจอคนไทย 4 คน  2 กลุ่ม บนสถานี และที่แพลทฟอร์มก่อนขึ้นรถไฟ ไปคิงส์ครอส   นี่คือความบังเอิญ ที่เกิดขึ้นได้จริงไม่ว่า เราจะอยู่เมืองไหน ที่ไหน ในโลกนี้ก็ตาม   ความบังเอิญเป็นการบอกว่า อย่าคิดว่าอะไร ที่เป็นไปไม่ได้  เพราะคุณไม่ต้องคิดหรอก สิ่งต่างๆเหล่านั้นบางที  มีคนเค้ากำหนดมาแล้ว ว่า จะต้องเป็นอย่างไร  เราเป็นแค่หมาก หรือตัวละคร ตัวหนึ่งที่เดินอยู่ในโลกของการแสดง ที่มีหลากหลายผู้เล่น  หลากหลายเชื้อชาติ  เท่านั้นเอง  เคยงง หรือไม่ ที่เราต้องมาเจอใคร ที่นั่น หรือที่ไหน  เวลานั้น เวลานี้  แล้วใครเป็นคนกำหนดสิ่งเหล่านี้ครับ  เราไม่สามารถมองเห็น ไม่สามารถรู้ได้  ผมกำลังจะบอกว่า ให้ทุกท่านทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ   สุดท้ายแล้วจะเป็นอะไร จะเจออะไร บางทีเรากำหนดไม่ได้ แต่เราต้อง เตรียมใจ เตรียมตน ให้พร้อมจะรับสถานการณ์ทุกอย่าง อย่างมีสติ   และทำ หรือ ฉวยโอกาส ให้ได้เมื่อมีอะไร บางอย่างมาถึง ท่านแบบไม่ทันตั้งตัว สติ นั่นแหละครับ จะทำให้เราตัดสินใจอะไรได้ดี ที่สุด  

แล้วบทความนี้จะตั้งชื่อว่าอะไรดี   

ความบังเอิญ

ใครกำหนด

หรือ สติ

ก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านแล้วกันครับ

 

060109

By nuttee.net

โดย ณัฐธีร์ จารุเลิศอนันต์ | 06-01-2009 : 12:34:44
การจัดการปัญหากับสุขภาพสมอง

ปัญหาสุขภาพสมองนั้นเป็นปัญหาที่หลายท่านสงสัยว่า ทำไม เราใช้งานสมองมากขนาดนี้มันยังไม่ แฮงค์ ?

ทุกอย่างมีการแก้ไขครับ ทุกอย่างมีวิธีการครับ ทุกอย่างนั้นอยู่ที่เรา  เราคิดมากก็ใช้งานสมองมาก ตามไปด้วย สมองยิ่งใช้งานยิ่งดีครับ มันไม่แฮงค์หรอก กรณีที่จะแฮงค์ก็จะเป็น เพราะการ กระทบกระเทือน อย่างแรง หรือไม่ก็ฤทธิ์ของ แฮลกอฮอล์

หวังว่าเราจะดูแลสมองของเรานะครับ  เพราะความรู้คู่ปัญา ดังนั้นมมยุราก็ต้องคู่สมอง... อิอิอิ

โดย สันทัด บุญทันเสน | 29-10-2008 : 9:47:07
เด็กใหม่กับการท่องโลกกว้าง

เด็กดีอย่างเรา ต้องเข้าระบบเพื่อทำอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะเลย ทั้งที่นั่นทั้งที่นี่ โอ้ย ขอบอกว่า ง่ายๆ ชิว ชิว .. เพิยงแค่ระบบที่ผ่าเน็ตแค่นี้เอง เรียนรู้ได้ไม่ยาก เท่าที่ประสบมาก็ไม่มีอะไรมากมาย เพียงแค่สมัคร ทิ้งรายละเอียดเพียงเล็กๆน้อยๆเอาไว้ เพื่อบอกว่า เราเองก็มีตัวตนในโลกกว้างนะ...

เท่านั้นยังไม่พอ โลกแห่งนี้มีอะไรอีกมากมายเลยที่จะให้ก้าวเข้าไป และพบปะกับเพื่อนๆ สิ่งใหม่ๆ ในโลกกว้างอีกมากมาย เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ เก็บทุกสิ่งที่ก้าวไป เพื่ออะไรเหล่า ? เพื่อ เรา เพื่อ คุณ เพื่อ ใคร ? 

การตัดสินใจนั้นย่อมมาคู่กับทางเลือก และสิ่งที่ถูกเลือกมักจะเป็นสิ่งที่ถูกใจ แต่อาจไม่ถูกต้อง ....

เด็กเล็กๆ ผู้แสวงหาโลกกว้าง มิอาจจะปิดกั้น จินตนาการของตนเองได้ ก้าวย่างไปด้วยความเพลิดเพลิน ประสบการณ์ และสติ คือทางที่ถูกกำหนดเพื่อเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่จะ ชี้นำทาง ในการท่องโลกกว้างในครั้งนี้...

เพียงสติและประสบการณ์จะทำให้ผ่านสู่โลกกว้างอย่างไร้กังวล พร้อมกับค้นหา ตัวตน แก่นแท้ ของการแสวงหา

ปัญญา สติ ประสบการณ์ ความชำนาญ สิ่งเหล่านี้ ทุกก้าวที่เราต้องเจอในการผจญโลกกว้าง...

โดย สันทัด บุญทันเสน (เธ่อร์) | 03-10-2008 : 20:15:39

Admin